Over 30 years ago, carol dweck and her colleagues became interested in students' attitudes about failure.
They noticed that some students rebounded while other students seemed devastated by even the smallest setbacks. After studying the behavior of thousands of children, dr. Dweck coined the terms fixed mindset and growth mindset to describe the underlying beliefs
people
have about learning and intelligence. When students believe they can get smarter, they understand that effort makes them stronger. Therefore they put in extra time and effort, and that leads to higher achievement. Recent advances in neuroscience have shown us that the brain is far more malleable than we ever knew.
ชุดความคิดแบบเติบโต (growth mindset) = ทุกคนเรียนรู้ได้! growth mindset คือทักษะสู่ความสำเร็จแห่งศตวรรษที่ 21 ที่หลายคนปรารถนา ทว่านี่ไม่ใช่พรสวรรค์เฉพาะบุคคล แต่แฝงอยู่ในตัวเราทุกคน เพราะชุดความคิดนี้เชื่อว่าทุกคนเติบโตได้ด้วยความพยายามและการเรียนรู้ และไม่ว่าจะล้มลงกี่ครั้ง ก็จะลุกขึ้นใหม่ได้ทุกคราว คู่มือออกแบบการเรียนรู้เพื่อสร้าง growth mindset เขียนโดยนักการศึกษาผู้กลั่นกรองประสบการณ์ออกมาเป็นคู่มือฉบับพร้อมใช้สำหรับครู ผู้ปกครอง และผู้สนใจการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อปลดปล่อยศักยภาพที่เร้นกายอยู่ในตัวเราทุกคน ผ่านนวัตกรรมการเรียนการสอนที่นำไปปฏิบัติได้จริง อาทิ แผนงานกิจกรรมสร้างชุดความคิดแบบเติบโตตลอดทั้งปี เทคนิคการสอนเพื่อกระตุ้นความคิดและส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง วิธีเปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เทคนิคการติชมอย่างสร้างสรรค์และใช้ความคาดหวังเป็นแรงบันดาลใจ หากเชื่อว่าเมื่อเกิดมามีความสามารถเพียงเท่านี้แล้วจะพัฒนาให้ดีขึ้นไม่ได้ หนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่ว่านักเรียนหรือบุตรหลานของคุณฝันอยากทำอะไร หรืออยู่ในระบบการศึกษาแบบใด growth mindset จะเป็นทักษะติดตัวตลอดชีวิต เพื่อให้พวกเขาสร้างอนาคตด้วยมือตัวเองได้อย่างมั่นใจ และออกเดินไปบนเส้นทางที่วาดหวังได้อย่างมั่นคง อ่านตัวอย่างเนื้อหาบางส่วนได้ที่นี่.
อัปเดตล่าสุด: 06/12/2022 จำนวนผู้อ่าน: 5,883 growth mindset และ fixed mindset เป็นคำที่ศาสตราจารย์ ดร. แครอล ดเว็ค (dr. Carol dweck) นักจิตวิทยาและนักวิจัยที่มีชื่อเสียงแห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด (stanford university) ได้บัญญัติไว้ในปี ค. ศ. 2007 ในหนังสือ “mindset: the new psychology of success” หรือ “ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา” หลังจากที่ผลงานวิจัยหลายชิ้นของท่านได้ยืนยันแนวคิดนี้.
Mindset หรือกรอบความคิด คือ ทัศนคติ สิ่งที่เราเชื่อจนนำไปสู่พฤติกรรมของคน ซึ่งกรอบความคิดของแต่ละคนจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ ตั้งแต่เด็กจนโต โดยเราอาจมี mindset ทั้งในแง่บวกและลบในตัวเราเองก็ได้ ซึ่ง mindset ยังรวมถึงวัฒนธรรมภายในสังคมที่ยึดถือกันมา และความเชื่อของคนในสังคม เช่น ผู้ชายขับรถได้ดีกว่าผู้หญิง ผู้หญิงควรเป็นพยาบาลมากกว่าตำรวจ เป็นต้น หากเป็นในแง่ของการทำงานแล้ว mindset ยังประกอบไปด้วย growth mindset และ fixed mindset แนวคิดทั้ง 2 แบบนี้ เกิดมาจากศาสตราจารย์ ดร. Carol dweck นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้บัญญัติศัพท์เกี่ยวกับ growth mindset อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ ความคิดที่มุ่งที่จะเติบโต ขณะที่ fixed mindset เป็นความคิดที่ตายตัว ตีกรอบความคิดตัวเอง จำกัดความคิดตัวเองไว้ ความคิดที่ตายตัวคืออะไร คือ ความคิดที่ตายตัว ปิดกั้นและจำกัดการเรียนรู้ของตัวเอง เพราะเชื่อว่าสติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากพรสวรรค์ ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่กล้าออกจาก comfort zone ของตัวเอง ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ยึดมั่นในความคิดตนเองและไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อสิ่งใด ๆ ความคิดที่มุ่งที่จะเติบโต คืออะไร ความคิดที่มุ่งที่จะเติบโตจะตรงข้ามกัน คือ จะเป็นคนที่มีทัศนคติ เชื่อว่าคนเราสามารถพัฒนาตัวเองได้ หากมีความพยายาม จึงทำให้คนที่มี growth mindset มีโอกาสเติบโตและพัฒนาได้มากกว่า ฉะนั้นควรเปลี่ยนความคิดแบบจำกัดให้ก้าวหน้า พร้อมพัฒนาอยู่เสมอ เปลี่ยนความคิดแบบจำกัดให้ก้าวหน้า พร้อมพัฒนาอยู่เสมอ ความคิดที่ตายตัวสามารถแก้ไขและปรับเปลี่ยนมาเป็น growth mindset ได้ ด้วยการยอมรับจุดอ่อนที่ตัวเองมี และลงมือแก้ไขนิสัยนั้นให้ได้ พยายามมองโลกในแง่บวก แม้สถานการณ์จะไม่เป็นใจ พยายามเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ ๆ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางมากกว่าผลลัพธ์ที่ปลายทาง โลกมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน โดยเฉพาะโลกดิจิทัล หากเรายังมีความคิดแบบเดิม ๆ ตีกรอบไม่แสวงหาการเรียนู้ใหม่ ๆ โอกาสในการพัฒนาก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ใช้แนวคิด growth mindset เพื่อเปลี่ยนความคิดที่ตายตัว แต่หากอยากเปลี่ยนงานแนะนำแอปพลิเคชัน jobsdb ที่รวมงานทุกสาขาอาชีพไว้ให้คุณแล้ว ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง ios และ android เลือกงานที่ใช่ ใช้ชีวิตที่ชอบ ด้วยการค้นหางานที่ง่ายและรวดเร็ว พร้อมทั้งจัดการเรซูเม่อย่างมีประสิทธิภาพ ให้คุณอัปโหลด ดู และลบได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งานแสนง่าย ด้วยระบบ ai ใหม่ ช่วยค้นหางานที่ตรงใจมากขึ้นถึง 6 เท่า.
See also [ edit ]
Beginning the project in his late 40s, vanderbilt knew that he would struggle to match the learning abilities of children like his daughter. Children are especially good at picking up patterns implicitly – understanding that certain actions will lead to certain kinds of events, without any explanation or description of what they are doing. After the age of 12, however, we lose some of that capacity to absorb new information.
Young children are wired to learn – but that doesn't mean adults can't (credit: alamy)
we shouldn’t be too pessimistic about our own abilities, though. While adults may not absorb new skills as readily as a child, we still have “ neuroplasticity ” – the ability for the brain to rewire itself in response to new challenges.
Fixed and growth mindsets [ edit ]
ไม่ว่าจะเป็นการเรียนอะไรก็ตาม ความเชื่อทั้งเกี่ยวกับการเรียนและเกี่ยวกับตัวเอง ล้วนมีผลต่อความสำเร็จ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักconceptเกี่ยวกับความเชื่ออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจและพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างมาก คือ mindset ค่ะ mindset คือ ความเชื่อเกี่ยวกับความฉลาดหรือความสามารถ มีสองแบบด้วยกัน 1. Fixed หรือ stable mindset 2. Growth mindset fixed mindset มองว่าความฉลาดเป็นสิ่งที่ fixed คือ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ประมาณว่าใครเกิดมาเก่งก็คือเก่ง ใครไม่เก่งก็ไม่เก่ง ไม่สามารถเปลี่ยนได้ growth mindset มองว่าความฉลาดนั้นมาจากการพัฒนา คือ ไม่ว่าใครก็สามารถเก่งได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดมาเก่งด้านนั้นๆโดยเฉพาะ มองเผินๆเราอาจจะไม่เห็นว่า fixed mindset จะไม่ดีตรงไหนใช่ไหมคะ คือ ถ้าเราเชื่อว่าเราเก่ง ถึงแม้ว่าเราจะเชื่อว่าความเก่งพัฒนาไม่ได้ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ก็เราเชื่อว่าเราเก่งแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่จริงๆมีข้อเสียอย่างมากเลยค่ะ เรารู้กันอยู่แล้วว่าคนเราจะเก่งในด้านอะไรก็ตามนั้นต้องมีการฝึกฝนพัฒนา คนที่จะเก่งได้จริงๆต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ต้อง stretch beyond current capabilities คือ พยายามทำในสิ่งที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ พยายามทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ และการพยายามทำในสิ่งที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้นั้น มันก็เป็นธรรมดาที่เราจะผิดพลาด ล้มเหลวบ้างใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน เก่งแค่ไหน ถ้าพยายามเรียนสิ่งที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ก็ย่อมต้องมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา ความเชื่อที่ว่าความฉลาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะทำให้เราไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรที่เราคิดว่าเราจะล้มเหลว เพราะว่าอะไร? เพราะว่าถ้าเราเชื่อว่าความฉลาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พอเราไปทำอะไรแล้วเกิดล้มเหลวขึ้นมา ก็แปลว่าเราโง่ เราไม่ฉลาดใช่ไหมคะ ซึ่งเป็นสิ่งที่egoเรายอมไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นมันจะปลอดภัยว่า safeกว่าถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้นๆเลย ประมาณว่า ก็เราไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้ไหม ก็เลือกที่จะไม่ทำดีกว่า จะได้ไม่ล้มเหลว แต่เราก็เห็นใช่ไหมคะว่าการเลือกที่จะไม่เสี่ยงเลยก็ทำให้เราไม่พัฒนา เราก็ไม่มีทางเก่งภาษาอังกฤษสักที ในทางกลับกัน ถ้าเรามี growth mindset คือ เราเชื่อว่าความล้มเหลวไม่ใช่แค่สิ่งที่ธรรมดา แต่เป็นสิ่งทีจำเป็นต่อความสำเร็จ เราก็จะไม่กลัวที่จะเสี่ยง เมื่อเราเชื่อว่าความฉลาดเกิดจากการพัฒนา เราก็ไม่อายเวลาที่เราล้มเหลวหรือผิดพลาด เพราะว่ามันแค่แปลว่าเรายังไม่ได้ฝึกให้เพียงพอเท่านั้นเอง พอเราเชื่อแบบนี้ก็จะทำให้เรากล้าเรียนสิ่งที่เรายังไม่เก่ง ซึ่งจะส่งผลให้เราพัฒนาภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ถ้าเรามี fixed mindset ว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษ เราก็จะไม่อยากฝึกเพราะเราเชื่อว่าความฉลาดด้านนี้มันพัฒนาไม่ได้อยู่แล้ว และถึงแม้ว่าเราจะมี fixed mindset ว่าภาษาอังกฤษเราเก่ง มันก็ยังมีผลเสียที่ว่า เราจะไม่กล้าใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ยากขึ้น ก็จะทำให้ภาษาอังกฤษเราติดอยู่ที่ระดับนั้น ไม่พัฒนาไปไหนสักที สรุปความแตกต่างระหว่า fixed and growth mindsets แปลจาก infographic โดย nigel holmes ครูม่อนจะเล่าประสบการณ์ของตัวเองเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่ได้เรียนเรื่อง mindsetนั้น ตอนประมาณเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ครูม่อนมี fixed mindset เรื่อง writing ในช่วงนั้นถึงจะสอบภาษาอังกฤษได้คะแนนดี พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็ไม่เคยเรียนwriting จริงๆจังๆ รู้สึกว่าตัวเองเขียนภาษาอังกฤษได้ไม่ดี ตอนสอบtoefl ก็พยายามฝึกเขียนมากๆ แต่คะแนนก็ยังด้อยกว่าด้านอื่น ยิ่งตอนไปเรียนที่ฮาร์วาร์ด ยิ่งรู้สึกว่าเราเขียนไม่เก่ง มีหลายครั้งที่พยายามจะเขียนอธิบายแต่ก็ไม่รู้จะเขียนยังไง สิ่งที่เขียนออกมาเราก็ไม่พอใจ รู้สึกว่ามันไม่ได้สื่อความหมายตามที่เราอยากจะสื่อ แล้วก็โดนติโดนแนะนำให้เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่ รู้สึกว่าตัวเองโง่มากๆเลย ตอนนั้นเชื่อจริงๆว่าที่จบมาได้ก็เพราะความสามารถด้านอื่น ไม่ใช่เพราะเขียนเก่ง คือเชื่อว่าเราเขียนพอใช้งานได้ แต่ไม่ได้ดีเลิศอะไร.
Growth Mindset Vs. Fixed Mindset
คุณเชื่อแบบไหนโลกของคุณก็จะเป็นแบบนั้น คุณมีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเองแบบไหนคุณก็จะเป็นแบบนั้น ความคิดและวิธีคิดของคุณมีผลต่อชะตาชีวิตของคุณอย่างมากมายมหาศาล ชีวิตคุณจะเดินไปทางไหนต่อขึ้นอยู่กับว่าคุณมองและตีความสิ่งต่าง ๆ อย่างไร กรอบความคิด วิธีคิด หรือ mindset หลัก ๆ ของคนเราออกเป็น 2 ประเภท คือ fixed mindset และ growth mindset ตามการศึกษาของ carol dweck นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา คนที่มักมี fixed mindset นั้น จะเชื่อว่าความสามารถต่าง ๆ ความเก่ง และความฉลาดของพวกเขาถูกกำหนดมาไว้แล้ว ดังนั้นแม้จะพยายามแค่ไหนก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเกิดมาเป็นคนฉลาด ยังไงก็จะฉลาด แต่ถ้าเกิดมาโง่ พัฒนาแค่ไหนก็สู้คนฉลาดไม่ได้อยู่ดี คนเหล่านี้เชื่อในความฉลาด แต่มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความพยายามและการทำงานหนัก คนเหล่านี้ต้องการแสดงออกว่าเป็นคนเก่งและฉลาดเสมอ พวกเขากลัวที่จะถูกคนอื่นมองว่าโง่ ในทางตรงกันข้าม คนที่มี growth mindset จะเชื่อในการพัฒนาตัวเอง การเรียนรู้ การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจะทำให้พวกเขากลายเป็นคนเก่งและมีความสามารถมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาเชื่อว่าความพยายาม การทำงานหนักคือพาหนะที่จะพาไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้นคุณจึงมักจะเห็นคนเหล่านี้ใช้เวลาไปกับการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ การพัฒนาตัวเอง เพื่อผลักดันให้ตัวเองก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขามองว่าแต่ละคนแตกต่างกัน เกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติตั้งต้นไม่เหมือนกัน พวกเขาจึงมักเคารพในจุดแข็งที่แตกต่างกันของผู้คน และเชื่อว่าทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งได้ เมื่อวันก่อน แวนเพิ่งได้ดูสารคดีเรื่อง memory games ทาง netflix ว่าด้วยเรื่องราวของนักกีฬาแข่งความจำระดับโลก รวมเอาบรรดาอัจฉริยะที่สามารถจำตัวเลขได้เป็น 100-200 หลัก หรือจำลำดับไพ่ทั้งสำรับได้อย่างแม่นยำ ทุกอย่างดูมหัศจรรย์มาก และผู้คนเหล่านั้นดูเป็นยอดมนุษย์ที่คนธรรมดาอย่างเรา ๆ คงไม่มีทางทำได้ แต่แล้วเมื่อรายการตามติดชีวิตและไปสัมภาษณ์แชมป์บางคน กลับพบว่าพวกเขาไม่ได้เกิดมาพร้อมกับยีนหรือเซลส์ที่จำแม่นตั้งแต่เกิด แต่พรสวรรค์ของพวกเขากลับเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาตัดสินใจว่าต้องการจะเอาดีด้านนี้ให้ได้ กลับกลายเป็นว่า แม้แต่อัจฉริยะด้านความจำ มันคือการฝึกฝนและการเรียนรู้เทคนิคต่างหาก ตั้งแต่นั้นมา แวนจึงเชื่อว่า ทุกทักษะและความสามารถ เราฝึกฝนและพัฒนาขึ้นมาได้เลย ซึ่งเป็นความเชื่อของ growth mindset นั่นเอง ทำไม mindset ถึงสำคัญ? หากคุณเชื่อไปซะแล้วว่าคุณสมบัติหรือความสามารถบางอย่างพัฒนาไม่ได้ คุณก็จะไม่ขวนขวายหาทางเรียนรู้เพื่อให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คุณไปนำเสนองานต่อหน้าผู้บริหารหรือลูกค้าคนสำคัญ แต่ปรากฏว่าครั้งนั้นผลออกมาไม่ดีเท่าที่ควร คุณถูกตำหนิและสูญเสียโอกาสสำคัญไป หากคุณมี fixed mindset คุณจะท้อแท้อย่างหนัก และตัดสินตัวเองทันทีว่าคุณไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ รวมทั้งเชื่อว่า ต่อให้ทำแบบนี้อีกกี่ครั้งก็จะจบเหมือนเดิม โดยที่ไม่ได้คิดจะเตรียมตัวให้ดีมากขึ้น ทำงานให้หนักขึ้นสำหรับการนำเสนอครั้งถัดไป ดังนั้นคุณจึงไม่พยายามต่อ แถมยังคอยหลีกเลี่ยง ไม่รับโอกาสที่จะนำเสนองานอีก.
Growth mindset และ fixed mindset ก่อนจะเราไปพูดถึงเรื่องนี้ เรามาทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นกันเสียก่อนว่า mindset จริงๆ แล้ว คืออะไร? แล้วมีผลอย่างไร ต่อการดำเนินชีวิตของเรา บางคนเชื่อว่า “เพราะเขาเติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจน เขาคงไม่มีทางที่จะได้ร่ำเรียนสูงๆ และ คงไม่มีทางที่จะได้มีโอกาสเป็นผู้บริหารในองค์กรใหญ่ๆ ได้อย่างแน่นอน” แต่บางคน ก็มีความเชื่อที่ว่า “ถึงแม้เราจะมาจากครอบครัวที่ยากจน แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ บวกกับมีความพยายาม หาหนทางใหม่ๆ เสมอ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเรียนในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเป็นบันไดที่จะทำให้เราได้งานที่ดี และ มีโอกาสเป็นผู้บริหารได้ในอนาคต”.
บุคคลที่มี fixed mindset มักคิดว่าตนเองทำไม่ได้ สิ่งที่เป็นอยู่นั่นดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเพิ่ม กลัวการเปลี่ยนแปลง ยึดติดกับความคิด และทัศนคติเดิมๆ ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง กลัวความผิดพลาดไม่กล้าที่จะเสี่ยง มีความคิดว่าความฉลาด และพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ตายตัวไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ มองว่าความผิดหวัง และความผิดพลาด คือการที่ตัวเองไม่มีความสามารถ อาจเรียกง่ายๆ ว่าเป็นคนที่ติดอยู่ใน comfort zone ไม่กล้าที่จะออกมาจากกรอบเดิมๆ แต่คนจำพวกนี้เขาก็ยังสามารถปฎิบัติงานได้ดี เพราะเขาจะมีความเก่งเฉพาะในสายงานที่เขามีความรู้อยู่แล้ว แต่การเจริญเติบโตด้านต่างๆจะเป็นไปอย่างช้าๆนั่นเอง fixed mindset character กลัวการเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะขาดความมั่นใจในตนเอง ชอบยึดติดกับความคิดเดิมๆ กรอบความคิดและทัศนคติเดิมๆ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง กลัวความผิดพลาดไม่กล้าเสี่ยง มีความคิดที่ว่าความฉลาดและพรสวรรค์เป็นของตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มองว่าความผิดหวัง และความผิดพลาดคือการไม่มีความสามารถของตนเอง มีความคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ กลัวหน้าแตก กลัวเหนื่อย ชอบคิดว่าสิ่งที่ทำไม่คุ้มกับค่าเหนื่อยของตนเอง ในแต่ละบุคคลนั้นอาจจะมี growth mindset ในเรื่องงาน แต่ก็ fixed mindset ในเรื่องส่วนตัว ซึ่งการจัดการของแต่ละบุคคลส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในชีวิต ในแต่ละเหตุการณ์ที่ได้เจอเป็นตัวกำหนดให้เราได้ใช้ความคิดเพื่อตัดสิน การที่คนเรามี growth mindset หรือ fixed mindset ในการใช้ชีวิตก็ไม่ได้แสดงว่าบุคคลนั้นเป็นคนดี หรือ เป็นคนที่ไม่ดี แต่เราพูดถึงในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ และเจริญเติบโตก้าวหน้านั้น จำเป็นต้องอาศัย growth mindset ในการขับเคลื่อนนั่นเอง ถ้าเราอยากทำสิ่งใหม่ สิ่งที่ใหญ่เกินตัวต้องอาศัยทั้งแรงกาย แรงใจ สุดท้ายต้องอาศัย กรอบความคิด และทัศนคติที่ดีด้วยเช่นกันเพื่อสร้างประโยชน์ให้งาน และสร้างคุณค่าให้ตนเอง.
Growth mindset คือทัศนคติที่เชื่อในการพัฒนาความรู้ความสามารถผ่านการเรียนรู้และความพยายามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทัศนคติแบบนี้เป็นขั้วตรงข้ามกับ fixed mindset ที่เชื่อว่าความสามารถหรือความฉลาดนั้นเป็นพรสวรรค์ที่มีจำกัด จึงไม่สามารถพัฒนาต่อได้ มุมมองของ fixed mindset จึงมักจะทำให้เกิดความกลัวในการริเริ่มอะไรใหม่ ๆ เพราะกลัวความผิดพลาดหรือล้มเหลว ซึ่งต่างกับแนวคิดของ growth mindset ที่พร้อมในการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะการทำในสิ่งที่ท้าทาย ทำให้เกิดการพัฒนาตัวเองและองค์กร เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้แนวคิดเรื่อง growth mindset เป็นที่แพร่หลายคือ เรื่องราวการพลิกโฉม microsoft ซึ่งคุณ satya nadella ceo คนปัจจุบันของ microsoft สามารถเพิ่มมูลค่าบริษัทขึ้นมาได้ 3 เท่าใน 4 ปี ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือของ carol s. Dweck ที่ชื่อว่า “mindset: the new psychology of success” โดยที่ satya nadella ได้เปลี่ยนแนวความคิดแบบ know-it-all ไปสู่วัฒนธรรมองค์กรแบบ learn-it-all เป็นการกระตุ้นให้องค์กรตระหนักว่าความรู้มีได้ไม่มีวันหมด ไม่ใช่เราเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องใด ๆ แล้วจะเพียงพอ หากแต่เราต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากการสร้าง growth mindset เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาตัวเอง กว่าที่คน ๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จได้ หนทางนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ต้องเริ่มต้นที่ความเชื่อและทัศนคติแบบ growth mindset ซึ่งจะสร้างได้อย่างไรนั้น ตามมาดูกันค่ะ 1. เริ่มที่ความเชื่อ การสร้างความเชื่อว่าเราจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้าง growth mindset เพราะถ้าเราไม่เชื่อว่าเราทำได้ หรือทีมเราจะทำได้ เราก็จะติดกับดักในความคิดแบบ fixed mindset ทำให้ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ 2. ใส่ใจและทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง การฝึกฝนเพื่อพัฒนาตัวเองจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราทุ่มเทแรงกายแรงใจโฟกัสไปที่งานนั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้าง growth mindset และการประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ angela lee duckworth นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย pennsylvania ได้กล่าวไว้ใน ted talks ของเธอว่า ไม่ใช่ iq พรสวรรค์หรือต้นทุนชีวิตที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ หากแต่เป็นความเพียรพยายาม (grit) ที่เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ 3. เรียนรู้ตลอดเวลา การเรียนรู้ถือเป็นหัวใจของ growth mindset สมองของมนุษย์เรามีการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่รอดตลอดชีวิต ซึ่งทำให้คนเราเรียนรู้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งสำคัญอีกอย่างในการเรียนรู้คือ การมุ่งเป้าไปที่ตัวงานและความสำเร็จของงาน มากกว่าการเรียนรู้ที่เน้นไปที่การแข่งขันกับคนรอบข้าง 4. เลือกงานที่ยาก ถ้าคุณมีโอกาสเลือก ให้เลือกงานที่ท้าทายไว้ก่อน เพราะงานที่ยากจะดึงศักยภาพของคุณออกมา จุดอ่อนของ fixed mindset คือการ play safe เพราะกลัวความผิดพลาด การอยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัยด้วยการทำแต่งานที่ง่ายจะทำให้พัฒนาตัวเองได้ยาก ดังนั้นการเลือกงานที่ยากจะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด เพราะเราได้เรียนรู้ความผิดพลาดด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นจะทำให้เราเลิกกลัวความล้มเหลว สิ่งนี้เองจะสร้างทัศนคติแบบ growth mindset ได้เป็นอย่างดี 5. เปิดใจกับ feedback feedback ที่ตรงไปตรงมาจะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ดี เพราะทำให้เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง สิ่งสำคัญคือทัศนคติต่อ feedback ในทางลบ การเปิดใจต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นจะช่วยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกท้อแท้ที่เกิดจากคำติเตียนเหล่านั้น มาเป็นความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดการพัฒนาไปอย่างถูกทิศทาง 6. มองหากลยุทธ์ใหม่ ๆ ไม่มีกลยุทธ์หรือยุทธวิธีใด ๆ ที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ การมองหากลยุทธ์และเลือกใช้ยุทธวิธีใหม่ ๆ จึงเป็นเรื่องดีในการพัฒนาตัวเองให้มีความยืดหยุ่น คนที่มี growth mindset จะสามารถใช้กลยุทธ์ได้หลากหลายวิธี เพราะมีทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่ปิดกั้นสิ่งใหม่ ๆ 7. เรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของผู้อื่น จุดอ่อนของ fixed mindset คือความคิดที่ว่าการประสบความสำเร็จของผู้อื่นนั้นบั่นทอนความรู้สึกของตัวเอง การสร้างให้เกิด growth mindset คือการมองหาแรงบันดาลใจ (inspiration) จากคนรอบข้าง ชื่นชม และเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ขอแค่เรามี growth mindset เชื่อในตัวเอง เชื่อในศักยภาพที่มีอยู่ และไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่าย ๆ เท่านี้สักวันเราต้องเดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แน่นอนค่ะ.
ประโยชน์ของ Growth Mindset ในองค์กร
รายงานจาก mckincy บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการชื่อดังที่คาดการณ์ไว้ว่า พ. ศ. 2573 แรงงานกว่า 375 ล้านคนทั่วโลกจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทและเรียนรู้ทักษะการทำงานใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีก้าวหน้ารวดเร็วและได้รับการพัฒนามากขึ้น หากแรงงานไม่พัฒนาทักษะตัวเอง ก็อาจจะไม่มีงานให้ทำอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ growth mindset จึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรให้ความสนใจ และต้องการปลูกฝังกรอบแนวคิด ดังกล่าวให้กับพนักงาน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ การทุ่มเทให้กับการทำงาน และการยอมรับความท้าทายใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร ศาสตราจารย์ ดร. Carol dweck จากมหาวิทยาลัย แสตนฟอร์ด เป็นผู้ให้คำนิยามและคิดค้นทฤษฎีเรื่อง ‘mindset’ และได้เขียนหนังสือชื่อ mindset : the new psychology of success ไว้ว่า ความแตกต่างของผู้ที่มี ‘fixed mindset’ และ ‘growth mindset’ คือวิธีคิดและทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน ผู้ที่มีแนวคิดแบบ fixed mindset คือคนที่ยึดติดกับกรอบปฏิบัติหรือทัศนคติเดิม ๆ กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความล้มเหลว ทำให้ไม่กล้าออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ส่วนผู้ที่มีกระบวนความคิดแบบ growth mindset จะรู้จักยืดหยุ่นและปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองและรู้จักพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เป็นคนเปิดใจเรียนรู้จากความผิดพลาด หมั่นมองการหาโอกาสในการเรียนรู้เสมอ ทำให้เป็นคนกล้าออกจากพื้นที่เดิม ๆ งานเดิม ๆ ที่เคยทำ เพื่อลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยพร้อมรับมือแก้ไขปัญหาจากเหตุการณ์ ที่ไม่อาจคาดคิดได้ทันท่วงที.
Growth mindset คือ ความเชื่อที่ว่าสิ่งที่เรามีหรือเป็น เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาตนเอง เราสามารถพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับความท้าทาย ความพยายามและการเรียนรู้ค่ะ growth mindset จึงเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหากเรายังคงยึดติดกับการทำอะไรแบบเดิมๆ และไม่เรียนรู้เพิ่มเติม จะทำให้ปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ ในแง่การทำงานในองค์กรก็เช่นกันค่ะ ด้วยการปรับตัวขององค์กร องค์กรมีความคาดหวังให้บุคลากรมีความสามารถที่มากขึ้น สามารถทำงานได้หลากหลายและรับผิดชอบต่อปริมาณงานที่มากขึ้น หากบุคลากรมีความพร้อมต่อการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าตนเองสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ก็จะสนุกกับการทำงานที่ท้าทายขึ้น และมองว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพที่มีให้เพิ่มมากขึ้นค่ะ คุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญของคนที่มี growth mindset คือ รักการเรียนรู้ค่ะ การที่ท่านผู้อ่านได้เจอและอ่านบทความนี้ ก็แสดงว่าท่านมีคุณสมบัติรักการเรียนรู้ และรักการพัฒนาตนเอง หรือพูดง่ายๆ ว่าท่านมี growth mindset ระดับหนึ่งเลยค่ะ :) เรามาดูกันค่ะว่านิสัยการเรียนรู้อะไรที่สำคัญ ระหว่างที่อ่าน ลองสังเกตดูนะคะว่าข้อไหนที่เรามีอยู่แล้ว และข้อไหนที่ยังไม่มี หรือมีน้อย และอยากฝึกเพิ่มค่ะ นิสัยการเรียนรู้ที่สำคัญต่อ growth mindset 1. เรียนรู้ด้วยตนเอง คนที่มี growth mindset จะรักการเรียนรู้มาก เรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครมาบอกหรือสั่ง ก็จะหาหนทางในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชอบและสนุกกับการเรียนรู้ด้วยค่ะ 2. เรียนรู้สิ่งใหม่อย่างสม่ำเสมอ สนใจที่จะเรียนรู้ความรู้ ทักษะ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน หรือวิถีชีวิตค่ะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ คือ ช่วง wfh หลายๆ คนก็ปรับตัวที่จะทำงานที่บ้าน และประชุมผ่านเทคโนโลยี เช่น zoom, microsoft team เป็นต้น หรือในแง่ของวิถีชีวิต การซื้อของก็เปลี่ยนจากการซื้อตามห้างสรรพสินค้า เป็นการสั่งซื้อแบบออนไลน์ คนที่มี growth mindset ก็จะเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ (ลองใช้เลย) หรือศึกษาข้อมูลวิธีใช้ แล้วมาลองใช้ค่ะ ขณะที่หลายๆ คนก็ยังไม่เปิดใจที่จะเรียนรู้ และอดทนกับการทำแบบเดิมๆ ค่ะ 3. ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น กระบวนการเรียนรู้มีหลากหลายมากๆ ขอแบ่งเป็นใหญ่ๆ 2 แบบค่ะ 1) การเรียนรู้จากภายนอก (นอกตัวเรา) ปัจจุบันเราสามารถเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายวิธีค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การอ่านหนังสือ, ดู youtube, ฟัง podcast/clubhouse, เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ, เข้าอบรมแบบเจอหน้า หรือออนไลน์ เป็นต้น เราสามารถเลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเรา ทั้งด้านเวลา ความสะดวก และค่าใช้จ่ายได้ง่ายเลยค่ะ และสิ่งสำคัญ คือ เรียนรู้แล้วเอามาลองปรับใช้ดูค่ะ.
Comments
Post a Comment