Many people identify themselves as animal lovers, yet intentionally or not, this rarely extends to the animals we use for
food
. There are a lot of misconceptions about how animal products are obtained and we often turn a blind eye towards inhumane animal agricultural practices.
Animal welfare is an issue we like to push out of our minds, even when it's presented to us in an objective manner. Factory farming exhibits some of the most severe examples of animal cruelty for food production. Unfortunately, factory farming offers the most competitive prices and makes the most profit, so it's difficult and in some cases impossible for smaller establishments to survive without adopting the same principles.
อาหารจากพืช อาหารแพลนต์เบส (Plant-based Food)
อาหารจากพืช หรือ อาหารแพลนต์เบส เป็นเทรนด์การบริโภคอาหารที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ผลิตจากโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลือง, ธัญพืช และเห็ด เป็นต้น สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ในเมนูต่างๆ ได้ เพราะนวัตกรรมและการพัฒนาเพื่อให้มีรสชาติ และเนื้อสัมผัสเสมือนเนื้อสัตว์จริงๆ เช่นแต่งสีธรรมชาติจากพืชผัก เพื่อให้มีสีคล้ายเนื้อสัตว์จริงๆ หรือใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อเพิ่มความชุ่มฉ่ำของเนื้อสัมผัส และมีลักษณะคล้ายไขมันแทรกในเนื้อสัตว์ ด้วยนวัตกรรมเหล่านี้ทำให้สามารถประยุกต์เข้ากับเมนูอาหารประจำวันได้ง่ายขึ้น และ ผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช (plant-based food) ยังคงมอบประสบการณ์ที่คุ้นเคยให้กับผู้บริโภค และให้ความอร่อยที่คาดไม่ถึงในทุกเมนู ซึ่งมีความแตกต่างจากอาหารมังสวิรัติเล็กน้อย
โดยผู้บริโภคที่รับประทาน อาหารจากพืช หรือ อาหารแพลนต์เบส (plant-based food) ส่วนมากยังคงชื่นชอบรสชาติ และเนื้อสัมผัสอันเข้มข้นของเนื้อสัตว์จริง ซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช (plant-based food) เองก็มีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น เนื้อเบอร์เกอร์, เนื้อสับ, นักเก็ต, เนื้อไก่ย่าง, ไก่ชิ้น, และ มีทบอล ซึ่งล้วนทำมาจากโปรตีนจากพืชทั้งหมด แต่ให้รสชาติ และเนื้อสัมผัสเเป็นเลิศ
จะเห็นได้เลยว่าอาหารมังสวิรัติ (vegetarian) อาหารวีแกน (vegan) และอาหารจากพืช (plant-based food recipe) นั้นมีความคล้ายกัน และมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แถมยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจร้านค้าของคุณได้อีกด้วย หากคุณสามารถตอบคำถามลูกค้าได้อย่างถูกต้อง
คลิกดู สูตรอาหารจากพืช (plant-based food recipe)
หากผู้ประกอบการสนใจ อาหารจากพืช (plant-based food) สามารถดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ ที่นี่ หรือติดต่อสายตรงเนสท์เล่ โทร.
02-657-8625 (กด 1) หรือ 1162 (กด 1) หรือคลิก ที่นี่.
ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น นม เนย ไข่
หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า veggie ที่หมายถึงนักกินมังสวิรัติ ซึ่งมักรับประทานแต่พืชผักผลไม้เป็นหลัก แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการรับประทานมังสวิรัตินั้นยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั้นก็คือการรับประทานมังสวิรัติแบบ vegan หรือ vegan food… vegan (วีแกน) จัดเป็นมังสวิรัติประเภทที่เรียกได้ว่าเคร่งครัดกว่าการรับประทานแบบ veggie ซึ่งการรับประทานมังสวิรัติแบบ veggie กลุ่มนี้จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ เน้นรับประทานพืชผักผลไม้ แต่ยังคงเลือกรับประทานนม เนย ชีส และไข่ได้ตามปกติ ส่วนการรับประทานมังสวิรัติแบบ vegan นอกจากจะเป็นกลุ่มที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เน้นรับประทานพืชผักผลไม้แล้ว กลุ่มนี้ยังต้องรับประทานอาหารที่ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการงดบริโภคนม เนย ชีส ไข่ ไม่เว้นแม้แต่น้ำผึ้ง ยีสต์ และเจลาติน ซึ่งบางคนอาจเคร่งครัดชนิดที่ว่าไม่สวมใส่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และใช้เครื่องสำอางที่ทำมาจากสัตว์ หรือทดลองจากสัตว์อีกด้วย แต่หากใครที่อยากเริ่มหันมารับประทานมังสวิรัติแบบ vegan บ้าง ก็ไม่ควรที่จะหักโหมชนิดที่ว่าพลิกมาเป็น vegan ในทันที แต่ขอให้ลองเริ่มจากการงดเนื้อสัตว์แล้วค่อย ๆ เริ่มถือเว้นนม เนย และไข่เป็นบางวัน จากนั้นจึงเพิ่มวันไปเรื่อย ๆ อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นเนื้อปลอม ซึ่งได้จากโปรตีนเกษตร แต่รับประทานเป็นเต้าหู้โดยตรงจะดีกว่า และเมื่อคุณต้องปรุงอาหารรับประทานเองลองปรับเปลี่ยนส่วนผสมและวัตถุดิบให้เป็นแบบ vegan เพื่อให้สามารถทำรับประทานเองได้ในทุกมื้อ และสิ่งที่ควรคำนึงคือชาว vegan ไม่ได้รับประทานเพียงผักผลไม้เพียงอย่างเดียว เพราะเมนูอาหารของชาว vegan ส่วนใหญ่ก็มักมีเต้าหู้ ถั่ว ข้าวกล้องเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น และด้วยความที่การรับประทานมังสวิรัติต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด จึงทำให้หลายคนอาจเกิดคำถามถึงเรื่องโภชนาการอาหารที่จะได้นั้น อาจจะทำให้คนกลุ่มนี้เป็นโรคขาดสารอาหารได้หรือเปล่า แต่ที่จริงแล้วสารอาหารที่จำเป็นต้องได้รับจากนื้อสัตว์ นม เนย ชีส หรือแม้แต่ในไข่นั้น สามารถหาชดเชยได้จากแหล่งพืชผักผลไม้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ส่วนใหญ่ในกลุ่มผักที่เป็นเมล็ด ซึ่งเป็นโปรตีนประเภทกรดอะมิโนที่จำเป็น ได้แก่ ถั่วลูปิน ถั่วเหลือง เมล็ดเจีย ผักโขม เมล็ดฟักทอง เมล็ดโซบะ สาหร่ายเกลียวทอง ถั่วพิสตาชิโอ และคีนัว เป็นต้น ธาตุเหล็ก ได้แก่ ถั่วสีดำ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ บรอกโคลี ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี ผักกาดหอม เมล็ดทานตะวัน น้ำมะเขือเทศ กากน้ำตาล โหระพา และขนมปังข้าวสาลี เป็นต้น กรดไขมัน ที่จัดว่าเป็นพืชที่มีโอเมก้า 3 ได้แก่ ถั่วเหลือง วอลนัท ถั่วแระ เมล็ดแฟลกซ์ หรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันคาโนลา และผักโขม เป็นต้น.
หลายคนคงเคยผ่านหูกับคำว่า “วีแกน (vegan)” มาบ้างแล้ว ซึ่งถ้าพูดง่าย ๆ วีแกน (vegan) ก็เปรียบเหมือนการกินเจที่เรารู้จักกันนี่แหละ ไม่บริโภคอาหารที่ทำมาจากสัตว์ นม เนย และไข่ ซึ่งสิ่งที่วีแกนทำนั้นนอกจากเรื่องการกินแล้ว ยังรวมไปถึงการงดใช้สินค้าที่ทำมาจากสัตว์อย่างกระเป๋าและรองเท้าหนังด้วย ซึ่งข้อดีของการเป็น “วีแกน (vegan)” มีอะไรบ้าง แล้วจะช่วยลดโลกร้อนได้ด้วยเหรอ jobthai ขอชวนทุกคนมาไขข้อข้องใจกัน เราจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าการกินทั้ง 3 ประเภทนี้คือการงดบริโภคเนื้อสัตว์ และเน้นทานผักผลไม้แทน แต่นอกจากนี้ก็ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แตกต่างกัน งั้นมาลองเช็กกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่ทั้ง 3ประเภทนี้กินแตกต่างกัน การใช้ชีวิตแบบวีแกนที่กินเพียงผัก ผลไม้ และธัญพืชนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายเราไม่น้อย เพราะการกินแบบวีแกนจะทำให้เราห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการกินเนื้อสัตว์แบบไม่พอดี ไม่ว่าจะเป็นปริมาณคอเรสเตอรอล ความดัน หรือไขมันในเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการกินเนื้อสัตว์มีแต่ส่งผลเสียเพียงอย่างเดียว เพราะหากเราเลือกกินในปริมาณที่พอเหมาะ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ก็ให้ผลดีมากกว่าผลเสียอยู่แล้ว ซึ่งข้อจำกัดในการกินหลาย ๆ อย่างอาจทำให้ชาววีแกนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้ต้องวางแผนมื้ออาหารของตัวเองอย่างสมดุลและรอบคอบ เพราะต้องเติมสารอาหารในส่วนที่ขาดไปจากการไม่กินเนื้อสัตว์ เช่น โปรตีน ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการซ่อมแซ่มร่างกาย ซึ่งสารอาหารต่าง ๆ ที่ขาดไปจากการไม่กินเนื้อสัตว์ก็สามารถทดแทนได้ ดังนี้ รวมถึงการปรุงอาหารวีแกน ที่ต้องระวังเรื่องการปรุงเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยวิตามินที่หาได้ยากอยู่แล้วในธัญพืชอาจหายไปหากโดนความร้อนในอุณหภูมิที่สูงเกินไป การเลือกอาหารและวิธีการปรุงจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้วีแกนยิ่งได้รับความนิยมอีกอย่างหนึ่งก็คือ สามารถช่วย “ลดโลกร้อน” ได้อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หลาย ๆ คนหันมาให้ความสนใจในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากการทำฟาร์มปศุสัตว์ทำให้พื้นที่ป่าไม้ส่วนมากถูกทำลาย โดยข้อมูลของ fao (food and agriculture organization) เผยว่า มนุษย์เราใช้พื้นที่ 1 ใน 4 ของโลกไปกับการปลูกพืชให้สัตว์ ซึ่งถือเป็นพื้นที่มหาศาลที่เสียเปล่า ต้องใช้ทรัพยากรโลกมากมายทั้งดินและการใช้น้ำ โดยอีกหนึ่งข้อมูลจากสหประชาชาติบอกว่าในปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมด การทำฟาร์มปศุสัตว์เพียงอย่างเดียวนั้นให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 14. 5% ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยไอเสียของรถยนต์ รถไฟ เรือ และเครื่องบินทุกแห่งบนโลก ยังไม่รวมถึงกระบวนการแปรรูปมาเป็นอาหาร หรือข้าวของเครื่องใช้อีกด้วย นอกจากนั้นเทรนด์การกินแบบวีแกนมีส่วนผลักดันให้เกิดการเกษตรมากขึ้นในหลายประเทศ มีการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณค่าทางสารอาหาร โดยการใช้ทรัพยากรในการดูแลต่ำเพื่อเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี พร้อมทั้งสนับสนุนสุขภาพของผู้บริโภค เราอาจสรุปได้ว่าการหันมาใช้ชีวิตแบบวีแกนนั้นแม้ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการลดโลกร้อนได้ แต่ก็เป็นส่วนผลักดันทางอ้อมที่จะทำให้ผู้ผลิตหันมามองธุรกิจตนเองแทน ซึ่งความนิยมที่กว้างมาขึ้นในต่างประเทศก็ส่งผลให้ธุรกิจหลายอย่างมีการทำผลิตภัณฑ์เพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนที่เป็นวีแกน เช่น ร้านเบเกอรีที่ผลิตอาหารทางเลือกสำหรับลูกค้าชาววีแกน หรือกระทั่งอุตสาหกรรมความงามอย่างเช่น แบรนด์เครื่องสำอางที่ออกผลิตภัณฑ์ 100% vegan ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์อย่างน้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง (wax) ไปจนถึงแปรงแต่งหน้าที่ทำมาจากขนสัตว์ เพื่อซัพพอร์ทชาววีแกน ซึ่งนี่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพื่อลดการฆ่าสัตว์ และหากวีแกนยังได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอเราจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือลดการใช้เครื่องบินเสียอีก สุดท้ายแล้วการกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด หรือการเป็นวีแกนแบบ 100% ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทุกคนควรต้องทำ เพราะแต่ละอย่างก็มีผลดีและผลเสียที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะกินแต่เนื้อสัตว์มากเกินไป หรือกินแต่ผักผลไม้เพียงอย่างเดียว หากตอนนี้เรากำลังสนใจหรืออยากเป็นส่วนร่วมในการผลักดันการงดทารุณสัตว์ดูสักครั้ง เราไม่จำเป็นต้องเป็นวีแกนแบบ 100% ก็ได้ อาจเริ่มจากทานเฉพาะบางมื้ออาหาร หรือเพียงเพิ่มปริมาณผักมาทดแทนปริมาณเนื้อสัตว์ในมื้ออาหารนั้น ๆ แทน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นอาจมากกว่าแค่สุขภาพที่ดีขึ้นพียงอย่างเดียวแน่นอน.
6 Science-Based Health Benefits of Eating Vegan
There are many benefits to eating a vegan diet from being good for your overall health to having positive impacts on the environment. For example, a 2022 clinical trial of 164 male and female participants with type 2 diabetes suggests that both a low-carbohydrate vegan and vegetarian diet can reduce body weight and improve glycemic control and blood pressure. A literature review of clinical evidence in the journal nutrients showed plant-based dietary patterns like the vegan diet contributed to preventing and reducing the odds of developing alzheimer’s disease and related dementia. They found the impact was related not only to its specific dietary components, but also to the reduction of risk factors – including diabetes, obesity and cardiovascular diseases – associated with that way of eating.
A vegan diet is richer in certain nutrients
"refined grains, sweets and junk food are troublemakers for everyone, not just vegans," soble cautions. "and vegans and nonvegans alike can fall into the habit of making these items the mainstays of their diet. "to have a healthy diet of any kind, you need important nutrients. While many of these may have been plentiful when you ate dairy and meat, you'll need to find new ways to incorporate them into your diet as a vegan. Protein: animals aren't the only sources of protein. Soy products (e. G. , tofu and edamame) are also packed with protein. Other good sources include seitan (made from gluten), chickpeas, lentils and nutritional yeast.
Comments
Post a Comment